วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มติ อ.ก.ค.ศ. ๒/๒๕๕๕

          เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ มีการประชุม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ที่ปรุชุมมีมติที่น่าสนใจหลายเรื่อง ดังนี้
          ๑. อนุมัติการย้าย รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ๒ ราย ดังนี้
               ๑.๑ ว่าที่ ร.ต.สีหนาท ดวงตาทิพย์ ตำแหน่งเดิมรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบุญสัมพันธ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านบางเสร่
               ๑.๒ นายกษิภณ  ชินวงศ์  ตำแหน่งเดิมรองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบางละมุง  ไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวนการโรงเรียนวัดสุทธาวาส
          ๒. อนุมัติรับย้ายข้าราชการครูกรณีย้ายตามผลการสอบแข่งขันจากต่างเขตพื้นที่ฯ ๒ ราย ดังนี้
               ๒.๑ นางสาวศิริลักษณ์  แซ่โค้ว ตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนบ้านทัพเซียม สพป.สระแก้ว เขต ๒ ให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนวัดตโปทาราม สพป.ชบ.๓
               ๒.๒ นางสาวพัชรา  วณิชชากรสวัสดิ์  ตำแหน่งครูผู้ช่วย  โรงเรียนบ้านเขาพรมสุวรรณ  สพป.สระแก้วเขต ๒ ให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนวัดมโนรม  สพป.ชบ.๓
          ๓. อนุมัติการจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ว่างจากผลการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังในส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ (๑ ตุลาคม ๒๕๕๔)  ตามที่ สพฐ.ได้จัดสรรให้กับ สพป.ชบ.๓ จำนวนทั้ง สิ้น ๒๘ อัตรา ได้จัดสรร ดังนี้


          อัตรากำลังที่จัดสรรให้นี้ มี ๒ อัตราที่เป็นตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งได้ใช้อัตราไปแล้ว อีก ๒๖ อัตรา ที่เป็นตำแหน่งครูสายปฏิบัติงานสอน จะบรรจุแต่งตั้งได้ไม่ก่อนเดือน พฤษภาคม นั่นก็หมายความว่า จะได้ครูประมาณเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๕  ส่วนเพื่อนครูที่ยื่นคำร้องขอย้าย ช่วง ๑-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ หลายท่านถามว่ามีโรงเรียนใดมีตำแหน่งว่างบ้าง ทั้ง ๒๑ โรงเรียนนี้แหละครับ จะเป็นโรงเรียนที่มีตำแหน่งว่าง ซึ่งในขั้นตอนและกระบวนการตามหลักเกณฑ์แล้ว ก็จะต้องพิจารณาย้ายก่อนครับ คาดว่าอีกไม่นาน สพป.ชบ.๓ ก็คงประกาศรายชื่อโรงเรียนที่มีตำแหน่งว่าง ตามนี้ (อาจจะมีมากกว่านี้ ในกรณีที่่ต่างเขตรับย้าย/ตาย/ลาออกและอื่นๆ) ท่านสามารถใช้เป้นข้อมูลในการยื่นคำร้องขอย้ายได้ครับ หลังจากย้ายเสร็จก็จะเป็นบรรจุแต่งตั้งก็ว่ากันไปครับ  พบกันใหม่เดือนหน้าครับ

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

หลักเกณฑ์การย้ายครูใหม่

          จั่วหัวว่าหลักเกณฑ์การย้ายครูใหม่ เพื่อให้สั้นจริงๆถ้าจะพูดให้เต็ม ต้องเรียกว่า องค์ประกอบและรายละเอียดหลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในหน่วยงานทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต ๓ ซึ่งได้ปรับปรุงใหม่และจะนำมาใช้ในการพิจารณาย้ายครูผู้สอน ของ สพป.ชบ.๓ สำหรับผู้ที่จะยื่นคำร้องขอย้ายในระหว่างวันที่ ๑-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สาเหตุที่ต้องมีการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีหลายๆสาเหตุพอสรุปได้ ดังนี้ครับ
          หลักเกณฑ์เดิมที่ใช้อยู่ยังไม่สามารถส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาได้ เจตนารมณ์ของการย้ายที่สำคัญอย่างหนึ่งต้องกระทบกับการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาที่รับย้ายเป็นสำคัญซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ ๐๒๐๖.๓/ว๘ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๙ กำหนดให้การย้ายครูต้องตรงกับความต้องการของหน่วยงาน  อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต ๓ ได้รับความคิดเห็นจากสถานศึกษาในสังกัด สพป.ชบ.๓ มามากพอสมควร เกี่ยวกับการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่าครูที่ย้ายไปสถานศึกษาไม่สามารถตอบสนองความต้องการแก้ปัญหาในการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนในสถานศึกษานั้นๆได้ บางสถานศึกษามีครูเอกปฐมวัย ๓ คน จากครูทั้งสิ้น ๗ คน บางสถานศึกษามีปัญหาเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แต่ครูที่ย้ายไปไม่สามารถสอนวิชาคณิตศาสตร์ได้  ปัญหาต่างๆเหล่านี้แหละครับที่ถูกนำมาหยิบยกพูดคุยกันในที่ประชุม จนได้ข้อสรุปว่า การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายปฏิบัติงานสอน จะต้องกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของสถานศึกษาให้ได้ จึงเป็นที่มาของหลักเกณฑ์การย้ายครูของ สพป.ชบ.๓ โดยหลักเกณฑ์ได้ปรับปรุงเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๔ เป็นครั้งแรก แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสถานศึกษาที่เปิดสอนระดับประถมศึกษาได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์มิได้ตัดสิทธิ์ผู้ที่ไม่จบวิชาเอก หรือผู้ที่ไม่มีความถนัดที่จะสอนตามที่สถานศึกษาต้องการออกจึงทำให้ต้องรับย้ายผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานสอนของสถานศึกษาได้ จึงต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่อีกครั้งหนึ่งและจะมีผลบังคับใช้กับผู้ที่ยื่นคำร้องขอย้ายในช่วงระหว่างวันที่ ๑-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
          สิ่งที่เปลี่ยนไปของหลักเกณฑ์นี้ สรุปสั้นๆ ได้ดังนี้
          ๑. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายปฏิบัติงานสอน ที่จะย้ายจะต้องมีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของสถานศึกษาที่จะรับย้าย ได้แก่ วิชาเอกหรือวิชาโทหรือความถนัดประสบการณ์สอนในวิชานั้นๆหรือเคยผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาการสอนในวิชานั้นๆ ตามที่สถานศึกษารับย้ายต้องการ ถ้าไม่มีตามนี้ถือว่าขาดคุณสมบัติที่จะย้ายไปสถานศึกษานั้นๆ ทั้งโรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
          ๒. ผลการปฏิบัติงานซึ่งเป้นผลงานที่แสดงถึงคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนและเป็นที่ยอมรับ หลักเกณฑ์นี้ให้ความสำคัญโดยมีคะแนนในเรื่องผลงานถึง ๑๐ คะแนน แบ่งออกเป็นผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานของครูจนได้รับรางวัลในระดับต่างๆและผลงานที่เกิดจากความสำเร็จของนักเรียนที่คุณครูสอน หลักเกณฑ์นี้ได้กำหนดว่าผลงานที่ได้รับรางวัลนั้นเป็นผลงานของหน่วยงานไหนบ้างตามประกาศที่แนบมากับหลักเกณฑ์
          เพื่อนครูที่รักครับ เพื่อนครูท่านใดที่มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอย้ายจะต้องยื่นคำร้องขอย้ายระหว่างวันที่ ๑-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นี้ ลองศึกษาหลักเกณฑ์ ให้เข้าใจให้ถ่องแท้นะครับ มีเพื่อนครูหลายท่านสอบถามว่า แล้วมีโรงเรียนใดที่มีตำแหน่งว่างบ้าง ตอนนี้คงไม่มีตำแหน่งว่างครับหรือถึงมีตำแหน่งว่างก็จะใช้พิจารณาจากผู้ที่ยื่นคำร้องครั้งนี้แหละครับ แต่หลังจากนี้คิดว่าอีกไม่นานนัก สพฐ.จะจัดสรรอัตรากำลังมาทดแทนอัตราจากการเกษียณอายุราชการแลเออรี่รีไทม์ ของปี  ๒๕๕๕ มาที่ สำนักงานเขต จากนั้น สำนักงานเขตก็จะจัดสรรอัตรากำลังลงไปยังสถานศึกษาและประกาศโรงเรียนที่มีตำแหน่งว่าง ให้กับผู้ที่ยื่นคำร้องขอย้ายได้รับทราบ เมื่อทราบแล้ว ท่านก็สามารถทำบันทึกขอแก้ไขสถานศึกษาที่จะย้ายในคำร้องขอย้ายของท่านได้ โดยทำมาตามลำดับขั้นตอนจากสถานศึกษามาที่ สพป.ชบ.๓
          การย้าย ถือเป็นสิทธิ์ของเพื่อนครูทุกท่านที่จะได้รับการพิจารณาตามหลักเกณฑ์อย่างเป็นธรรมและยุติธรรมทุกคนภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน ในขณะที่ การย้าย ก็เป็นสิทธิ์ของสถานศึกษาที่จะต้องได้รับบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของสถานศึกษาเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนในสถานศึกษานั้นๆ ขอให้คุณครูกับโรงเรียนโชคดีในการย้ายครับ

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ย้ายครูสายงานสอน 14 ธันวาคม 2554

         เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ที่ประชุม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3 มีมติเห็นชอบการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายงานสอน รายละเอียด ดังนี้



วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มติ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3

          เมื่อวันที่ 10 พศจิกายน 2554 อ.ก.ค.ศ.ชลบุรี เขต 3 ได้ประชุมและมีมติที่น่าสนใจ ดังนี้
1. การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนในสถานศึกษา เนื่องจาก เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต 3 มีตำแหน่งว่าง 29 ตำแหน่ง สาเหตุที่มีตำแหน่งว่างเกิดจาก หลายสาเหตุ เช่น ผู้ครองตำแหน่งเดิมย้ายไปดำรงตำแหน่ง สพป.อื่น ลาออก เปลี่ยนตำแหน่ง เสียชีวิต  และได้รับการเกลี่ยจากเขตอื่น ผลการพิจารณา เป็นดังนี้

          ข้าราชการครูที่ย้ายภายในเขตพื้นที่
          1. นางญาดา  ถนัดสอน  โรงเรียนบ้านวังค้อ   ยายไปโรงเรียนวัดอัมพวัน
          2. นางมาลี  ศุภเศรษฐภักดิ์   โรงเรียนวัดมโนรม    ย้ายไป  โรงเรียนอนุบาลบ้านบางพระ
          3. นางจินดาสุภาพโรจน์   โรงเรียนบ้านชากยายจีน   ย้ายไป  โรงเรียนวัดพิบูลย์สัณหธรรม
          4. นางพิกุล  สุภารัตน์  โรงเรียนบริษัทไทยกสิกรสงเคราะห์   ย้ายไป  โรงเรียนชากยายจีน
          5. นางสุกัญญา  เสียวรักสกุล  โรงเรียนวัดหนองขาม    ย้ายไป  โรงเรียนวัดพิบูลย์สัณหธรรม
          6. นางประไพ  พรหมประเสริฐ   โรงเรียนวัดมโนรม   ย้ายไป  โรงเรียนบ้านทางตรง
          7. นางอารีรัตน์  วีระสววัสดิ์   โรงเรียนวัดหนองเกุน้อย  ย้ายไป  โรงเรียนอนุบาลบางละมุง
          8. นางศิริกาญจน์  พีรพุตสกุล  โรงเรียนบ้านทุ่งละหาน   ย้ายไป  โรงเรียนอนุบาลเตาถ่าน
          9. นางสุมาลี  วอนเมือง   โรงเรียนบ้าเขาคันทรง  ย้ายไป    โรงเรียนบ้านทุ่งละหาน
         10. นางจิราพร  แก้วผลึก  โรงเรียนชุมชนวัดเขาไม้แก้ว   ย้ายไป  โรงเรียนชุมชนบ้านช่องแสมสาร

          ข้าราชการครูที่รับย้ายจากต่างเขตพื้นที่
          1. นางสุกตตา  เกตานนท์    โรเรียนบ้านบ่อตะเคียนทอง  สพป.ลพบุรี เขต 2  ย้ายมา  โรงเรียนวัดมโนรม
          2. นายณัฐพล  สิทธิแพทย์   โรงเรียนรวมไทยพัฒนา  สพป.ตาก เขต 2  ย้ายมาโรงเรียนบริษัทไทยสสิกรสงเคราะห์
          3. นางสาวจินดา  วงศ์อนันต์  โรงเรียนบ้านคลองใหญ่  สพป.จันทบุรี เขต 2 ย้ายมาโรงเรียนบ้านบ่อวิน
          4. นางชุติมา  รัตนวรรณ  โรงเรียนบ้านห้วยตะปอก  สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 ย้ายมาโรงเรียนวัดสุทธาวาส

          บรรจุผู้สอบแข่งขันจากบัญชีของ สพป.ชบ.3 จำนวน 10 อัตรา แยกตามวิชาเอก ได้ ดังนี้
          1. เอกคอมพิวเตอร์          4  อัตรา
          2. เอกสังคมศึกษา           2 อัตรา
          3. เอกดนตรีศึกษา           1 อัตรา
          4. เอกภาษาอังกษ           1 อัตรา
          5. เอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป  2  อัตรา

          ขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันจาก สพป.อื่น จำนวน 15 อัตรา ดังนี้
          1. เอกการประถมศึกษา           2  อัตรา
          2. เอกคณิตศาสตร์                  4  อัตรา
          3. เอกภาษาอักฤษ                  6  อัตรา
          4. เอกภาษาทย                       2 อัตรา
          5. เอกพลศึกษา                       1 อัตรา  

2.  การย้ายข้าราชการครูสายงานบริหารสถานศึกษา
          1. นายวิชาญ  ทองดา   ผอ.โรงเรียนบ้านมาบฟักทอง   ย้ายไป  โรงเรียนอนุบาลบ้านบางพระ
          2. นางสาวพรพิศ  อภิชิตพงศ์ชัย  ผอ.โรงเรียนบ้านทุ่งละหาน  ย้ายไป  โรงเรียนบ้านตะเคียนเตี้ย
          3. นายสมนึก   สุรกุล  ผอ.โรงเรียนบ้านเนินตอง  ย้ายไป  โรงเรียนบ้านเขาคันทรง
          4. นางชนิตา  ยินดีสุข  ผอ.โรงเรียนบ้านหนองผักหนาม สพป.ชบ.1 รับย้ายมา โรงเรียนบ้านมาบฟักทอง
          5. นายสามารถ  สอดทรัพย์  ผอ.โรงเรียนบ้านหนองเสม็ด สพป.ชบ.2  รับย้ายมา โรงเรียนบ้านพันเสด็จนอก

          โรงเรียนที่บรรจุแต่งตั้งผู้ผ่านการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา 2 โรงเรียน ได้แก่  โรงเรียนบ้านทุ่งละหาน และโรงเรียนบ้านเนินตอง
          ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและขึ้นบัญชี ที่เรียกบรรจุแต่งตั้ง 2 ราย เรีงตามลำดับ ดังนี้
          1. นายลิ้ม  สนทอง  ตำแหน่งครู โรงเรียนวัดมโนรม ผู้ผ่านการคัดเลือกลำดับที่ 7
          2. นางสาวขนิษฐา  สุทธิปรีชา  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ชลบุรี ผู้ผ่านการคัดเลือกลำดับที่ 8

3. อนุมัติการย้ายสับเปลี่ยนผู้บริหารสถานศึกษา 2 ราย  ได้แก่
          1. รับย้ายนางสายพิณ  จันทร์การ  ผอ.โรงเรียนบ้านคลองทราย สพป.ระยอง เขต 1  มาดำรงตำแหน่งบ้าน กม.ห้า  สพป.ชบ.3
          2. อนุมัติให้  นายธัญญา  อินทศร  ผอ.โรงเรียนบ้าน กม.ห้า สพป.ชบ.3  ย้ายไป โรงเรียนบ้านคลองทราย สพป.ระยอง เขต 1

4. อนุมัติย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูฯสายงานสอน 2 ราย ดังนี้
          นางวนิดา  กองทองนอก  ตำแหน่งครู โรงเรียนบ้านห้วยกุ่ม  สพป.ชบ.3 ย้ายสับเปลี่ยนกับ นางสาวสายชล  แย้มชื่น  ตำแหน่งครู  โรงเรียนวัดประชุมมิตรบำรุง  สพป.ระยองเขต 1

5.  การย้ายข้าราชการครูสายงานบริหารสถานศึกษา  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียน ดังนี้
          1.รับย้าย นายปิยวัฒน์  ภาพลงาม  รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอนดำรงธรรม สพป.ชลบุรี เขต 1 มาดำรงตำแแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม
          2. รับย้าย นางอุษา  ช่างหล่อ  รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินพระ  สพป.ระยองเขต 2 มาดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านบางเสร่

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

          หายไปนานครับที่ไม่ได้โพส ทั้งนี้เนื่องจากภารกิจมากมายอีกทั้งยังไม่มีข่าวคราวใดๆที่น่านำเสนอก็เลยถือโอกาสหยุดพักยาวเพื่อสะสางงานในโรงเรียน ช่วงนี้ไปไหนมาไหนมีคำถามยอดฮิตที่สอบถามจากเพื่อนผู้บริหารคือ "เมื่อไหร่จะดำเนินการเรื่องย้ายผู้บริหารสถานศึกษาของ สพป.ชบ.๓  ซึ่งผมก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ครับ ทั้งนี้เนื่องจาก ต้นเรื่องทั้งหมด มาจาก สพป.ชบ.3 แต่อย่างไรก็ตามครับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ส่งพร้อมหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๔/ว ๙ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔) กำหนดให้พิจารณาคำร้องขอย้ายให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ก็เลยได้แต่ตอบเพื่อนผู้บริหารสถานศึกษาไปว่า ก็คงไม่เกินวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน นี้ มั้ง เพราะถ้าเกินนี้ ก็คงมีเหตุผลและคำอธิบายกันพอสมควร เพราะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อว่า สพป.ชบ.๓ คงดำเนินการแล้วเสร็จอีกไม่นานนัก
          ช่วงนี้มีประเด็นที่น่าสนใจบางเรื่องที่เกิดจากการนำหลักเกณฑ์การย้ายไปปฏิบัติที่แตกต่างกันและดูๆแล้ว ประเด็นนี้จะเป็นปัญหาในการย้าย ครูและผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต ประเด็นดังกล่าวได้แก่ การเสนอความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา เท่าที่รับฟังมา
          หลังจาก พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ซึง่ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา ๕๙ กำหนดให้การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดไปดำรงตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาอื่นภายในส่วนราชการหรือภายในเขตพื้นที่การศึกษาหรือต่างเขตพื้นที่การศึกษาต้องได้รับอนุมัติจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ของผู้ประสงค์ย้ายและผู้รับย้าย แล้วแต่กรณี และให้สถานศึกษาโดยคณะกรรมการสถานศึกษาเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ด้วย และเมื่อ  อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง พิจารณาอนุมัติแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ สั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้นต่อไป  ก.ค.ศ.ได้กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ส่งพร้อมหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๔/ว ๙ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔) ได้อธิบายความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาไว้ว่าความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาของผู้ประสงค์ขอย้ายและความเห็นของ คณะกรรมการสถานศึกษาที่ผู้ประสงค์ขอย้ายไปดำรงตำแหน่ง ให้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เท่านั้น 
           โดยสรุปก็คือ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ จะต้องมีมติเกี่ยวกับเรื่องย้ายโดยพิจารณาข้อมูลประกอบการพิจารณาจาก ๒ แหล่ง ดังนี้
          ๑. ความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา
          ๒. ผลการประเมินศักยภาพของผู้ที่มีความประสงค์ขอย้าย
          ทั้งนี้ ให้ยึดประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ
          
          ประเด็นที่น่าศึกษาจากการนำหลักเกณฑ์นี้มาใช้ก็คือ ทุกปี เรามักจะได้รับการร้องเรียนว่า หลายๆโรงเรียนได้นำหลักเกณฑ์ นี้ไปกำหนดเลยว่า ไม่ต้องการผู้บริหารคนนี้ แต่จะเอาคนนั้น หลายโรงเรียนกำหนดเป็นมติของคณะกรรมการสถานศึกษาปิดประตูรับผู้บริหารบางรายที่ยื่นคำร้องขอย้ายไป สถานศึกษานั้นๆ ถ้าถามว่า ความเห็นหรือมติในลักษณะนี้ จะมีผลต่อผลการย้ายหรือไม่ คำตอบก็คือ ความเห็นหรือมติดังกล่าว ได้ชี้แจงหรืออธิบายเหตุผลมาชัดเจนหรือไม่ ว่าเหตุที่ให้ความเห็นว่าจะเอาใครหรือไม่เอาใคร มันมีความเป็นมาหรือเหตุผลอย่างไร คนที่ลงมติว่าจะไม่เอาหรือไม่รับให้อยู่ มีประวัติในการรับราชการไม่ดีอย่างไร เคยถูกลงโทษทางวินัยมากี่ครั้ง ประวัติการทำงานมีความเป็นมาด่างพร้อยอย่างไรอย่างไร ถ้าสามารถชี้ชัด ระบุได้ ผมก็มีความเชื่อว่า ความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษามีเหตุผล มีน้ำหนักน่ารับฟัง ที่เป็นห่วงก็คือ มีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ ไม่ชอบกันเป็นการส่วนตัวหรือไม่ หรือว่า มีการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพื่อหวังผล ให้คู่แข่งขันด้อยกำลังลงหรือไม่ถ้าเป็นแบบนี้ก็เป็นที่น่าเสียใจ
          ผมเชื่อว่า หลักเกณฑ์ที่เกิดขึ้นนี้ วัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้คณะกรรมการสถานศึกษาได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาผู้ที่จะมาเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในท้องถิ่นจะต้องได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน คณะกรรมการสถานศึกษา และผมก็เชื่อว่า หลักเกณฑ์นี้ไม่ต้องการให้มีการกลั่นแกล้งกัน พวกเราเป็น พี่ เพื่อน น้อง ผู้บริหารด้วยกัน ถ้าเพียงแค่ต้องการให้ตนเอง หรือพวกพ้อง ได้ย้ายไปโรงเรียนที่อยากจะย้ายไป แล้วสามารถทำได้ทุกอย่าง เอาหลักเกณฑ์ที่มีมาสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่น่ารังเกียจ เพื่อแค่ให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ แล้วสามารถทำลาย พี่ เพื่อน น้องได้ทุกรูปแบบ ถ้าทำได้ขนาดนี้ อย่าว่าแต่จะเป็นผู้บริหารเลยครับ เป็นแค่คนยังยากครับ


                                                         นายวัชรินทร์  ศรีเปารยะ


วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มติอ.ก.ค.ศ.ชลบุรีเขต 3 ครั้งที่ 10/2554

          เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554  อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 ได้ประชุมและมีมติที่น่าสนใจ ดังนี้
          เห็นชอบรายละเอียดการประเมินศักยภาพประกอบหลักเกณฑ์วิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักเกณฑ์การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ส่งพร้อ,หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ศธ 0206.4/ว9  ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้ สพป.จัดทำรายละเอียดการประเมินศักยภาพประกอบหลักเกณฑ์และวิธีย้ายผู้บริหารสถานศึกษา แล้วเสนอให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ให้ความเห็นชอบ
          สพป.ชบ.3 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรายละเอียดประกอบการประเมินศักยภาพฯ คณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ตามสัดส่วนของกลุ่มโรงเรียนภายใน สพป.ชบ. 3 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ สพป.ชบ.3 ก็ได้นำเสนอให้ อ.ก.ค.ศ.ให้ความเห็นชอบ  รายละเอียดการประเมินศักยภาพประกอบหลักเกณฑ์วิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาฯ ดังกล่าวมีสิ่งที่น่าสนใจพอที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ครับ
          1. การพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ประเมินศักยภาพ 8 ข้อ ได้แก่  วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำ  ความรู่ความสามารถในการพัฒนาสถานศึกษา ผลการปฏิบัติงาน ประสบการณ์ คุณวุฒิ  การรักษาวินัยและจรรยาบรรณ ความอาวุโสตามหลักราชการ  ระยะเวลาดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานการศึกษาปัจจุบัน  ทั้ง 8 ข้อที่ประเมินคะแนนเต็ม 45 คะแนน
          2. การประเมินส่วนใหญ่จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดการประเมินแล้วกำหนดคะแนน โดยกำหนดระดับการประเมินไว้ มี 2 ข้อที่ใช้วิธีการประเมินไม่เหมือนข้ออื่น ได้แก่  ข้อ 2 เรื่อความรู้ความสามารถในการพัฒนาสถานศึกษากับ ข้อ 7 ความอาวุโสตามหลักราชการ
          โดยทั้งสองข้อนี้ จะใช้วิธีการเปรียบเทียบผู้ที่ยื่นคำร้องขอย้ายไปสถานศึกษาเดียวกัน เพราะฉนั้น คะแนนของข้อ 2 กับ ข้อ 7 ของแต่ละคนจะไม่เท่ากันอยู่ที่คู่แข่งจะย้ายไปโรงเรียนนั้นๆ ตัวอย่างเช่น 
          นายก. นาย ข นาย ค. เขียนคำร้องขอย้ายไปโรงเรียน A เมื่อพิจารณาแล้ว นาย ก มีความอาวุโสตามหลักราชการ สูงสุด นาย ก ก็จะได้คะแนนข้อนี้ 5 แนน นาย ข อาวุโสรองจากนายก็ ก็จะได้ 4 คะแนน นาย ค อาวุโสน้อยที่สุด ก็จะได้ 3 คะแนน
           ในขณะเดียวกัน นาย ก ได้เขียนคำร้องขอย้ายไปที่ โรงเรียน B ด้วย โดยมีคู่แข่งคือ นาย ง  เมื่อพิจารณาแล้ว นาย ง มีความอาวุโสตามหลักราชการมากกว่านาย ก ผลการพิจารณาการย้ายไปโรงเรียน B นาย ง ก็จะได้ 5 คะแนน นาย ก  ก็จะได้ 4 คะแนน
          ในข้อที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้ความสามารถในการพัฒนาสถานศึกษาซึ่งกำหนดให้ประเมินจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็ใช้วิธีการเดียวกัน
          3. เรื่องประสบการณ์ในข้อที่ 4  ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ใช้กับผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาการนับระยะเวลานับจากการดำรงตำแหน่งที่ขอย้าย นั่นหมายถึง ถ้าผู้ยื่นคำร้องขอย้ายเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ก็นับจากการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนผู้ที่เป็นรองผู้อำนวยการสถานศึกษาก็นับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา
          ในส่วนของรายละเอียดทั้งหมดคาดว่าพรุ่งนี้ (11 สิงหาคม 2554) สพป.ชบ.3 จะแจ้งให้ผู้บริหารสถานศึกษาทราบครับจึงอยากให้พวกเราให้ความสนใจกันครับ อย่าไปใช้ความรู้สึกว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ การย้ายผู้บริหารเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิ์ และหน้าที่ของเพื่อนผู้บริหารครับ คำสั่งเรื่องการย้ายจึงเป็นคำสั่งทางการปกครอง เพียงแค่ชี้ให้เห็นได้ว่าอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เมื่อท่านดำเนินการทางการปกครองถึงที่สุดแล้ว ท่านสามารถนำไปสู่ศาลปกครองได้ครับ

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หลักเกณฑ์การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ.ใหม่

         เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2554  ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ. หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ในการย้าย ในครั้งนี้ (ผู้ที่ยื่นคำร้องขอย้ายระหว่าง วันที่ ๙-๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔) หลักเกณฑ์ดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจผมนำมาเปิดประเด็นในการนำไปสู่การปฏิบัติ ดังนี้ครับ
          ๑. สพป.ต้องประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ (ตามหนังสือ ศธ ๐๒๐๖.๔/ว๙ ลว.๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔)
           ๒. สพฐ. ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔  (ตามหนังสือ ศธ ๐๒๐๖.๔/ว๙ ลว.๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔)
          ๓. ผู้มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอย้าย ให้ยื่นคำร้องขอย้าย ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ (ตามหนังสือ ศธ ๐๒๐๖.๔/ว๙ ลว.๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔)
          ๔. อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา พิจารณากำหนดสัดส่วนของจำนวนตำแหน่งว่างที่จะใช้รับย้าย และที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับคัดเลือก ให้เท่ากันหรือต่างกันได้ไม่เกิน ๑ ตำแหน่ง เว้นแต่ไม่มีผู้ได้รับคัดเลือกขึ้นบัญชีรอการบรรจุและแต่งตั้ง หรือไม่มีผู้ขอย้ายลงตำแหน่งว่าง ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พิจารณาใช้ตำแหน่งว่างได้ตามความเหมาะสม
          ๕. องค์คณะที่มีหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ มี ๒ องค์คณะ ได้แก่ คณะกรรมการกลั่นกรอง กับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ ข้อสังเกต การพิจารณาย้าย ไม่มีคณะกรรมการประเมินชุดอื่น คณะกรรมการกลั่นกรอง มีหน้าที่ พิจารณาคำร้องขอย้ายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด และจัดลำดับความเหมาะสมก่อนเสนอ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่พิจารณา
          ๖.  โครงสร้างของคณะกรรมการกลั่นกรอง
                    (๑) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา                                                     ประธาน
                    (๒) รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
                         
ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบกลุ่มบริหารงานบุคค                                                                                   รองประธาน
                          
(๓)อนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา                                               
                                   
ตามที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามอบหมาย
                         
ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการย้าย จำนวน ๓ คน                                        กรรมการ       

                    (๔) ผู้อำนวยการสถานศึกษาและหรือรองผู้อำนวยการสถานศึกษา
                            
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
                       
ที่ไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการย้าย จำนวน ๓                                 กรรมการ
                    (๕) ผู้อำนวยการกลุ่มหรือหัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคล
                         
ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา                                            เลขานุการ
 
                     ข้อสังเกต คณะกรรมการกลั่นกรอง มีทั้งสิ้น ๘ คน คณะกรรมการ (๓) ต้องมอบหมายในที่ประชุม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ แล้ว สพป.ออกคำสั่งแต่งตั้งไม่ใช่ตั้งจาก สำนักงานเขตพื้นที่โดยตรง กรรมการกลั่นกรองที่ต่างจากเดิมคือ ไม่มีผู้แทนจากคณะกรรมการสถานศึกษา
          ๗.  การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา  ให้พิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาด้วยกัน ทั้งภายในและต่างเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งมีขนาดสถานศึกษาเดียวกันและขนาดใกล้เคียงกันพร้อมกันก่อน
              โดยให้มีการประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย ประกอบด้วย ๑.วิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ ๒.ความรู้ความสามารถในการพัฒนาสถานศึกษา ๓.ผลการปฏิบัติงาน ๔.ประสบการณ์ ๕.คุณวุฒิ ๖.การรักษาวินัยและจรรยาบรรณ ๗.ความอาวุโสตามหลักราชการ และ ๘.ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานการศึกษาปัจจุบัน (ยืนยันว่า ผู้ที่ดำเนินการนี้ คือ คณะกรรมการกลั่นกรอง(ตามหลักเกณฑ์ข้อ ๙ ไม่ใช่กรรมการชุดอื่นๆที่ตั้งกันเอง)
          ๘. ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจัดทำรายละเอียดในการประเมินศักยภาพ เสนอ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพื่อให้ความเห็นชอบและจัดทำเป็นประกาศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
           แปลกันตรงๆก็คือ สพป.จัดทำรายละเอียดในการประเมิน ให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ให้ความเห็นชอบ แล้วคณะกรรมการกลั่นกรองเอาไปใช้ประเมินผู้ยื่นคำร้องขอย้าย
          เพื่อนผู้บริหารที่เคารพทุกท่านครับ อยากให้พวกเราศึกษาหลักเกณฑ์ให้เข้าใจและติดตามเพราะหลักเกณฑ์นี้กระทบกับสิทธิ์และหน้าที่ของพวกเรา ความจริงมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่นการย้ายกรณีพิเศษ การย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ อาจดูว่าคล้ายของเดิม แต่ก็ไม่เหมือนกันเลยทีเดียว อะไรก็ตามที่ไม่ได้ดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ ย่อมนำมาซึ่งความไม่เป็นธรรม และนำไปสู่การฟ้องร้องอาจส่งผลให้ถึงกับยกเลิกคำสั่งที่มาจากการไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ใครมีความเห็นอย่างไรก็นำเสนอมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็ดีนะครับ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน ผมเห็นมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากครับแต่ไร้ความเห็น อยากให้พวกเราช่วยกันแสดงความคิดเห็นให้มากๆ พบกันใหม่เดือนหน้าครับ